2007/Jun/19

10 นิสัยไม่ควรใช้ในที่ทำงาน

สวัสดีค่ะท่านสมาชิกชาว cyber ทุกท่าน ช่วงนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้น บางครั้งก็มีฝน อย่างไรก็รักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ ที่ผ่านๆมาเราพูดกันถึงการดูแลรักษาสุขภาพกายกันมากมาย คราวนี้ดิฉันคิดว่าเรามาดูแลและพัฒนาสุขภาพจิตในการทำงานกันดีกว่าค่ะ

..บางครั้งสิ่งที่เราทำจนเคยชินโดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลก แต่มันอาจไม่สบอารมณ์ของผู้ร่วมงานก็เป็นได้ ดิฉันคาดว่าข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้คุณเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้บังเกิดแก่ตนเองได้ค่ะ

1. จะพูดจาปราศรัยกับใคร.. คุณระมัดระวังแค่ไหน

บางครั้งคนเราก็มีหลุดคำพูดที่ไม่เหมาะไม่ควรเวลาคุยกับคนอื่นบ้าง แต่สำหรับคุณ มันเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ถ้าเกิดขึ้นแทบทุกครั้งก็ไม่ใช่หลุดแล้ว คุณต้องกลับมาพิจารณาตัวเองดูว่า คุณเป็นคนปากเสีย ที่ชอบพูดจาไม่เข้าหูใครใช่ไหม

2. นินทาแหลก

อันนี้ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า คงห้ามไม่ได้ แต่ถ้านินทาคนอื่นจนเสียหายหลายแสน เรื่องไม่ต้องถึงหูคนที่คุณนินทาหรอก คนที่คุณกำลังเม้าท์แตกให้ฟังนั่นแหละ เค้าจะรังเกียจ จนกระทั่งเอาไปพูดให้คนอื่นรู้กันทั่ว ทีนี้ใครอยากจะคบกับคุณก็แปลกแหละ

3. ชอบลืมกระเป๋าสตางค์

อะไรจะขี้ลืมขนาดนั้นนะ ตอนลงไปกินข้าวด้วยกันก็ลืมกระเป๋าสตางค์ ตอนได้แจกซองผ้าป่าก็ลืม เวลาเพื่อนยืมเงินก็ลืมอีก ที่สำคัญ เวลายืมเงินคนอื่นก็ยังชอบลืมคืน นิสัยแบบนี้ไม่ดีอย่าทำล่ะ

4. ประจบประแจง เลียแข้งเลียขา

นิสัยแบบนี้สังเกตตัวเองได้จาก คุณชอบจับผิดเพื่อนร่วมงาน แล้วเอาไปเล่าให้เจ้านายฟังหรือเปล่า หรือบางทีก็แกล้งพูดขึ้นมาเสียงดังให้เจ้านายได้ยิน เมื่อใครมาทำงานสายประมาณว่า อ้าว! รถติดเหรอจ๊ะเธอ แหมแต่ฉันโชคดีรีบออกมาเลยมาถึงตั้งแต่ 7 โมงเช้า

นอกเหนือจากนั้นก็คือ รอกินข้าวพร้อมเจ้านายทุกวัน ไม่ว่าเขาจะชอบกินกับคุณหรือไม่ และรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยถือของทุกครั้งที่เจ้านายมาถึง ทั้งที่มีแฟ้มบางๆ แค่อันเดียว มันออกจะนอกหน้านอกตาไปหน่อย ว่าไหม รับรองได้ว่าคุณจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ใครๆ ต่างรังเกียจเข้าไส้..แต่จะได้ดิบได้ดีหรือเปล่าไม่ขอยืนยัน

5. ขาด ลา มาสาย บ่อยๆ เกินหน้าเกินตาคนอื่น

ด้วยเหตุผลสารพัด ไม่ว่าจะเป็นรถติด รถตาย หรือว่าท้องเสีย ไม่สบาย มีธุระกะทันหัน ถ้านานๆที ก็คงไม่มีอะไรเสียหายหรอก แต่สายบ่อยๆ ใครจะเชื่อคุณล่ะ

6. เจ้าอารมณ์ หรือเอาแต่ใจตัวเอง

อันนี้เป็นพื้นฐานส่วนตัว คุณอาจต้องใช้เวลารักษาหน่อย แต่หากคุณดื้อดึงหรือไม่สนใจกับนิสัยตรงนี้ของคุณ ก็ขอบอกว่าเกิดผลเสียกับตัวคุณเต็มๆ และจะมีหลายคนได้รับผลกระทบอันนั้นแน่นอน เพื่อนร่วมงานก็คงเข้าหน้าไม่ติด และยิ่งถ้าคุณเป็นเจ้าคนนายคนด้วยแล้ว ลูกน้องก็คง ไม่ค่อยชอบหน้าคุณเท่าไรนัก

7. ชอบเอาปัญหาส่วนตัวมาเที่ยวปรึกษาให้เพื่อนร่วมงานฟัง

เรื่องนี้ดูเหมือนไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุณทำบ่อยๆ นอกจากจะเสียงานเสียการได้แล้ว คนอื่นก็คงไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไรนัก ต้องแบ่งแยกให้ดีระหว่างเรื่องส่วนตัวกับงาน

8. แอบเอางานนอกมาทำ

ก็ประมาณว่ารับจ็อบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ แล้วเผอิญเดดไลน์ คุณต้องส่งให้ทันก็เลยหอบมาทำที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องซีร็อกซ์ กับปริ้นเตอร์ที่ทำงานเสร็จสรรพ ของอย่างนี้ไม่มีคำอธิบาย นอกจากจะบอกว่ามันไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง

9. ชอบทำเหมือนกับตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

ชอบดูถูกผู้อื่นเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร คุณเป็นต้องดีเด่นกว่า และวาจาของคุณช่างน่าหมั่นไส้ ดูเหมือนว่าใครๆ ก็ดีได้ไม่เท่าคุณ แม้ว่าคุณจะมาจากตระกูลที่ดีขนาดไหน จบจากสถาบันที่ชื่อเสียงโด่งดังจากแห่งใด แต่ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะเข้ากับคนอื่นได้ คุณก็ยังเป็นแค่คนที่ยังหลงอยู่ในยุคนางทาสนั่นแหละ

10. แข็ง ไม่ยอมใคร

ถ้าคุณมีนิสัยแบบนี้แล้วไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ล่ะก็ คุณอาจจะเป็นผู้เปลี่ยนงานบ่อยๆ ได้ บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยบางสิ่งบางอย่างให้มันผ่านพ้นไปบ้าง แล้วให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสินว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นถูกต้อง

ครบสิบข้อแล้ว มีข้อไหนที่สะดุดใจบ้างไหมว่า ช่างเหมือนตัวคุณเสียเหลือเกิน แต่ถ้ายังมองไม่เห็นอยู่ละก็ คุณก็คงจะเกินเยียวยาแล้วแหละ หากอยากทำงานด้วยความสุขสบายใจทั้งตัวคุณเองและเพื่อนร่วมงาน ต้องมองหาข้อบกพร่องของตัวเองและหาทางแก้ไขแล้วนะคะ

ร.อ.หญิง นลินี กองรอด

ขอขอบคุณ ที่มา www.kapook.com

2007/Jun/10

สุดยอดอาหารต้านความแก่

เรื่องของความแก่นั้นเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง หรือเพศชาย โดยเฉพาะผู้หญิงนั้น คำว่า แก่ เป็นอะไรที่ทำให้เกิดโมหะจริตยากที่จะระงับได้หากใครมาพูดให้ได้ยินใกล้ๆ ในวารสารฉบับนี้จึงจะนำเรื่องชะลอความแก่มาลงให้ท่านสมาชิกได้อ่านกัน เพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง

แนวทางการแพทย์เวชศาสตร์อายุวัฒน์ กำลังได้รับความนิยมเพราะใครๆ ก็อยากอยู่อย่างมีคุณภาพด้วยอายุขัยที่มากขึ้น และอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญของการชะลอความแก่ของวัย

คำว่า เวชศาสตร์อายุวัฒน์ โดย นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช บัญญัติจาก ภาษาสันสกฤตสองคำนำมาสมานกันโดยให้ความหมายตรงกับคำว่า Anti aging คือการมีชีวิตที่ยืนยาวและเจริญรุ่งเรือง หรือ มีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นเอง (อายุ (Ayu)=ชีวิต,วัฒนะ=เจริญรุ่งเรือง)

จากการบรรยายของนายแพทย์ กฤษดา ศิรามพุช เจ้าของหนังสือขายดี ถอดรหัสความชรา ตอนชีวิตเริ่มต้นที่ หกสิบปี ในหัวข้อ Anti aging medicine and Nano Era ให้กับผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ที่สนใจแนวทางการมีชีวิตยืนยาว โดยไม่เจ็บป่วย ป่วยไข้ ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ในเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา แนวทางการแพทย์ที่นับว่าเป็นแนวทางใหม่ล่าสุดที่ได้รับการคาดหมายว่า จะกลายเป็นการแพทย์ศตวรรษใหม่ คือ เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ ซึ่งเป็นคำจำกัดความของคุณหมอในการแปลหนังสือเล่มแรก อายุยืนควรกำหนดได้ หรือ Life Extension Revolution ของนายแพทย์ฟิลลิป มิลเลอร์ กูรู ด้าน Anti aging medicine President ของเว็ปไซด์ A4M (http://www.worldhealth.net) ซึ่งเป็นแหล่งรวมข้อมูลผลงานวิจัยการทดลองมากมายเพื่อหาวิธีต้านความชรา

ซึ่งหากจะให้คำจำกัดความง่ายๆ ศาสตร์การแพทย์แผนใหม่นี้ คือ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของความแก่ชรา หาจุดอ่อนในร่างกายของแต่ละบุคคลที่ทำให้ความชรามาเยือน แล้วจึงแก้ไขให้ตรงจุดโดยอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เมื่อรวมกับความคาดหมายถึงความสำเร็จของ Nanomedicine sin หรือยานาโน ซึ่งจะเข้าไปทำงานในร่างกายระดับเซลล์ จึงทำให้ศาสตร์นี้เป็นความหวังใหม่ของมนุษยชาติ

สูตรยอดอาหารต้านความแก่

เมื่อหัวใจของสุขภาพร่างกายคืออาหาร ซึ่งเวชศาสตร์อายุวัฒน์ก็เน้นเรื่องของอาหารมากเช่นกัน มีความพยายามมากมายที่จะหาทางต้านความแก่ จนกลายเป็นการทดลองใช้ยาหลายๆชนิดรวมกัน ซึ่งก็พบว่าสามารถชะลอความแก่ได้ อันเรียกว่า ทฤษฎี poli-pill

ในขณะเดียวกันมีแนวความคิดใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากคงไม่มีใครอยากกินยาวันละมากๆเพียงเพื่อการมีชีวิตอยู่ แต่หากเปลี่ยนเป็นอาหาร ก็ดูท่าว่าจะมีความเป็นไปได้สูงและผลของการทดลองก็ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น เมื่อพบว่าเมื่อกินอาหาร 6 อย่างนี้ ในปริมาณที่กำหนดให้ ผลการต้านความชราได้เท่ากับการกินยาหลากหลายเม็ด เรียกแนวคิดนี้ว่า poly-meal