2007/May/10

เรามารู้จักความจนกันเถิด

ทำไมเราจึงกลัว เกลียด หรือรังเกียจความจนกันนัก ความจนคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้จักความจน เราจะล้างความจน สร้างความรวยกันได้อย่างไร

ความจนมี 2 อย่าง คือ จนเพราะไม่มี กับ จนเพราะไม่พอ ทำให้เกิดคนจน 3 กลุ่ม คือ คนยากจน คนอยากจน และคนจนยาก

คนยากจน และคนอยากจน ลักษณะดังนี้
1. ขยันน้อย
2. อดออมไม่เป็น
3. กินไม่หมด (กินทิ้งกินขว้าง)
4. อยากได้อะไรง่ายๆ
5. ฯลฯ

คนจนยาก จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่กล่าวทุกประการ ไม่มีใครรู้หรือมีเครื่องชี้วัดความจนได้ดีเท่ากับใจของตัวเอง เราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองจากคนยากจนให้เป็นคนจนยากได้ ส่วนการจะเป็นคนรวยหรือไม่นั้น ตัวเองมักจะไม่ค่อยรู้ดีเท่าคนอื่น ซึ่งรู้ดีกว่าเสมอ

ถ้าจะต้องจน จะเลือกจนแบบไหนดี

จนจริงๆ เขาบอกหรือเราคิดเอง จนอะไร จนเพราะไม่มีเงินหรือไม่มีปัญญาเพราะวิธีแก้จนไม่เหมือนกัน ไม่มีความยากจนในหมู่คนขยัน ไม่ใช่ยอมตั้งแต่หน้าประตู ปัญหาของความจนเกิดจาก ดิน น้ำ หนี้ และความไม่แน่

ถ้าไม่อยากยากจน อย่าทำตนเป็นคนมั่งมี ถ้าอยากเป็นเศรษฐี ให้ทำทีเป็นคนจน เกือบมีแล้ว...ขอเวลาอีกนิด ล้มได้ก็ลุกได้ ถ้าแรงใจยังไม่หมด

พออยู่พอกิน

เศรษฐกิจพอเพียง ทางรอดของทุกคนและทำให้พึ่งตนเองได้ ไม่ใช่จะทำอะไรก็ต้องพึ่งคนอื่นเขา การกินอยู่อย่างเกินพอ ไปกู้เขามาเพื่อความสะดวกสบาย ฟุ่ยเฟือย ไม่ใช่เอาเงินมาลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้

จุดแข็งของคนไทย คือ สามารถผลิตอาหารได้พอกิน ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูก นอกจากไม่ต้องซื้อแล้วก็ยังมีเหลือขายอีก นี่คือการพึ่งตัวเองแบบพออยู่พอกิน

ความสามารถของคนส่วนใหญ่ ถ้าเมื่อไรทำแค่พอกินพออยู่ก็จะพบว่าเหลือขายเป็นเงินออมได้บ้าง แต่เมื่อไรทำเพื่อขายส่วนใหญ่ก็จะได้เพียงแค่พอกินกับ "ไม่พอกิน" การจะให้เหลือนั้นยากเป็นเพราะความสามารถในการควบคุม ความพอ ความอยาก ควบคุมวิถีชีวิตเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

จากประสบการณ์ที่คุ้นเคย ทำให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องพึ่งตัวเองในเรื่องที่จะทำให้ได้ก่อนแล้วจึงค่อยๆขยายออก ค่อยๆโต

การโตแบบเสี่ยงอันตรายคือโตแบบ "ตาโต" หวังรวยเร็วๆ จึงลงทุนจนเกินตัว เมื่อเกินตัวก็ต้องพึ่งคนอื่น ต้องกู้ยืมเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอ ควรจะทำเท่าที่ตัวทำได้ก่อนเป็นประสบการณ์และความสามารถ แล้วจึงค่อยขยาย ก็จะเป็นการโตแบบไม่เสี่ยงอันตราย

การช่วยเหลือคนจริงๆไม่ใช่การฉวยโอกาส ไม่ใช่การเก็งกำไร ซึ่งเป็นการหลอกกันไปหลอกกันมา ฉวยโอกาสไปจากคนที่อ่อนแอกว่า คนจนก็ลำบากเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเกิดสภาพรวยกระจุก จนกระจาย เกิดโรคระบาดตามชุมชน คือโรคคุณนายใจดี โรคมนุษย์หมาป่า โรคหนีตบ หลบตาย ฯลฯ

ดังนั้น ไม่ใช่ "ตาโต" แล้วจะรวยเสมอไป ตาตี่ๆแต่น่ารักก็เยอะแยะไป ปัญหามีไว้สำหรับแก้ไข ไม่ใช่มีไว้สำหรับปวดหัว

จนไม่ใช่ จบ

จนแล้วจนรอด - เป็นอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆไป

จนแล้วรอดจน - ไม่เป็นอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆไป

ครูชีวิต



ล้ม (แต่ไม่) ละลาย เส้นทางชีวิตบางครั้งเหมือนย่ำอยู่กับที่ การย่ำแย่อยู่กับที่คือการซอยเท้าถี่ๆ อยู่กับที่ อย่างน้อยก็เตรียมพร้อมที่จะเดิน ก็ยังดีกว่าอยู่ที่ยังไม่คิดแม้แต่จะยืน

สวนทาง

เมื่อคนจนที่สุดเผอิญมั่งมี กับ คนรวยที่สุดเผอิญยากจนโบกมือทักทาย ใครจะกลับที่เดิมเร็วกว่ากัน

เศรษฐกิจพอเพียง สิ่งแรกที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ก่อนคือการเที่ยวช้อปปิ้งของถูก ให้ซื้อแต่ของที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น และซื้อมาใช้ไม่ใช่ซื้อมาเจ็บไว้ก่อน และคิดก่อนว่าที่ซื้อนั้นเพราะว่าอยาก หรือ จำเป็น

เชื่อใจตัวเองดีกว่าเชื่อการยั่วยุจากการโฆษณา การเชื่อการยั่วยุมากเท่าใด ชีวิตของเราก็เป็นของคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น ควรใช้สติปัญญาของตนเองให้มาก แล้วตัดสินว่าจะทำอะไรอย่างไร ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่แล้ว ถ้าอยากเป็นคนที่มีความสุขก็ "อย่าอยู่อย่างอยาก"

การซื้อของที่ไม่จำเป็นมาใช้ด้วยราคาแพงๆก็ดูเป็นคนไม่ฉลาดเลย เราเป็นหนี้เพราะการกู้ การกู้ทำให้เป็นหนี้และเงินยืมไม่ใช่วิธีการปลดนี้ เป็นการเปลี่ยนหนี้ เท่านั้น

แค่คิดก็ผิดหวัง

ธุรกิจ ขายอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้ามีคนซื้อ คนบางคนสามารถขายอดีต บางคนก็ขายอนาคต ควรจะสงสารคนขายหรือคนซื้อกันดี

จะทำอะไรก็แล้วแต่ สิ่งสุดท้ายพึงระวังคือ "ตังค์ต้องมี"

ชาตินิยม หรือ รสนิยม

ถ้าเพียงแค่พูด อะไรๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น บางครั้งชาติอาจจะล่มจนด้วยรสนิยมที่ผิดๆก็ได้...
-----------------------------------------------------------------------------------------------
จากเอกสาร โครงการพบกันครึ่งทาง


Comment

Comment:

Tweet